͸Ժ

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - admin

หน้า: 1 ... 31 32 [33] 34 35 36
481
ISUZU / ISUZU MU-X
« เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2014, 12:55:05 PM »
























482

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก autoparts101.com และ pelicanparts.com

           หม้อน้ำเป็นส่วนสำคัญของรถยนต์ โดยมีหน้าที่ปกป้องเครื่องยนต์จากความร้อน ทำให้รถยนต์สามารถขับขี่ได้อย่างราบรื่นและยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ให้ยาวนานขึ้น ทั้งนี้ หม้อน้ำก็จำเป็นจะต้องทำความสะอาดเช่นเดียวกับส่วนอื่น ๆ ของรถยนต์

           วิธีการตรวจสอบสภาพหม้อน้ำเบื้องต้น ให้บีบท่อยางยางน้ำ ถ้าพบว่าแข็งกว่าปกติ ก็ถึงเวลาที่จะต้องทำความสะอาดกันแล้ว กระปุกคาร์จึงขอแนะนำวิธีการทำความสะอาดหม้อน้ำรถยนต์ที่คุณสามารถทำเองได้มาฝากกันครับ

อุปกรณ์

1. น้ำยาล้างหม้อน้ำ (หาซื้อได้ที่ห้างสรรสินค้าทั่วไป)
2. สายยางฉีดน้ำ
3. ถุงมือกันน้ำ
4. แปรงล้างขวด (ล้างหม้อพักน้ำ)
5. น้ำสบู่
6. แว่นตานิรภัย (กันน้ำกระเด็นเข้าตา)
7. ภาชนะมิดชิดเพื่อทิ้งเก็บน้ำยาหล่อเย็นเก่า
8. ผ้าขี้ริ้ว
9. คีมและไขควง (สำหรับไขปลดหม้อพักน้ำและท่อยาง)

ขั้นตอนที่ 1

           หลังจากปล่อยให้เครื่องยนต์และสารหล่อเย็นคลายความร้อนแล้ว เปิดกระโปรงหน้ารถเพื่อเปิดฝาหม้อน้ำและมุดลงใต้ท้องรถเพื่อเปิดหางปลาใต้หม้อน้ำออก ถ่ายเอาน้ำเดิมออกจนหมด โดยควรนำภาชนะมารองน้ำด้วยเนื่องจากสารหล่อเย็นมีพิษแถมมีกลิ่นหอมเรียกแมลงได้ จึงควรต้องกำจัดให้ถูกวิธี เมื่อน้ำในหม้อน้ำออกจนหมดแล้วก็ให้ปิดหางปลาหลวม ๆ ไว้

ขั้นตอนที่ 2

           เริ่มทำความสะอาดด้านในหม้อน้ำด้วยเติมน้ำยาล้างหม้อน้ำและน้ำสะอาดลงไปในหม้อน้ำ แล้วจึงติดเครื่องยนต์เพื่อให้น้ำเข้าไปทำความสะอาดในระบบประมาณ 5-10 นาที

ขั้นตอนที่ 3

           รอจนเครื่องยนต์เย็นลงแล้วปล่อยน้ำออกมาจากหม้อน้ำ จากนั้นเติมน้ำสะอาดและติดเครื่องอีกครั้ง ทำซ้ำสัก 2 รอบ จนกว่าน้ำที่ออกมาจะใส ไม่มีสีและคราบใด ๆ หลุดออกมา

ขั้นตอนที่ 4

           เมื่อหม้อน้ำสะอาดแล้ว ให้ถอดหม้อพักน้ำและท่อยางมาทำความสะอาดด้านในให้เรียบร้อย

ขั้นตอนที่ 5

           ติดตั้งหม้อพักน้ำและท่อน้ำเข้าที่ จากนั้นเติมน้ำยาหล่อเย็นผสมน้ำกลั่นในอัตราส่วนที่เหมาะสมจนเต็ม โดยน้ำยาหล่อเย็นจะช่วยถ่ายเทความร้อนของเครื่องได้ดีกว่าน้ำปรกติ ส่วนน้ำกลั่นจะทำให้หม้อน้ำเกิดตะกรันยาก

           เป็นอย่างไรบ้างสำหรับวิธีการล้างหม้อน้ำรถยนต์ที่เรานำเสนอไปในวันนี้ นอกจากจะง่ายและช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ที่คุณรักแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการใช้บริการล้างหม้อน้ำ แต่หากทำบ่อยก็ไม่จำเป้นต้องใส่น้ำยาทุกครั้งเพราะอาจทำให้หม้อน้ำผุเร็ว ทั้งนี้คุณควรล้างหม้อน้ำประมาณ 6 เดือนต่อครั้ง เพื่อให้ระบบทำงานเต็มประสิทธิภาพ แต่อย่าลืมกำจัดสารเคมีอันตรายอย่างน้ำยาหล่อเย็นให้เรียบร้อยด้วยด้วยนะครับ


ขอขอบคุณ แหล่งข้อมูล http://car.kapook.com

483


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก autorepair

          การบำรุงรักษารถยนต์เป็นเรื่องที่คนใช้รถจำเป็นต้องมีความรู้ไว้บ้าง ซึ่งเรื่องหนึ่งที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากก็คือ การเปลี่ยนหัวเทียน หลาย ๆ คนอาจคิดว่าหัวเทียนเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์จึงควรปล่อยเป็นหน้าที่ของช่างจะดีกว่า แต่เชื่อหรือไม่ว่าคุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินหลายร้อยบาทไปกับค่าแรงจากการเปลี่ยนหัวเทียน เพราะคุณสามารถทำเองได้โดยวิธีการที่กระปุกคาร์จะนำเสนอในวันนี้ครับ

           หัวเทียนคืออะไร

          หัวเทียน (Spark Plug) เป็นส่วนสำคัญในการทำงานของเครื่องยนต์เลยทีเดียว โดยมันจะทำหน้าที่สร้างประกายไฟเล็ก ๆ ในห้องเผาไหม้เพื่อจุดระเบิดน้ำมัน ทำให้เครื่องยนต์มีกำลังในการขับเคลื่อน สามารถทนความร้อนและแรงดันได้สูงมาก หัวเทียนมีราคาประมาณหัวละ 100-400 บาท โดยมีมากมายหลายประเภท ซึ่งส่วนมากผู้ผลิตรถยนต์จะกำหนดจำนวนที่ต้องใช้และเบอร์หัวเทียนที่เหมาะสมไว้อยู่แล้วในคู่มือการใช้รถยนต์


หัวเทียนเสื่อมคุณภาพ

          ถ้าคุณเลือกใช้หัวเทียนไม่เหมาะสมหรือหัวเทียนเริ่มมีปัญหา จะมีอาการตั้งแต่สตาร์ทรถไม่ได้ เครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น มีพละกำลังน้อยลง เปลืองน้ำมัน เครื่องยนต์เดินไม่เรียบ ความร้อนสูงผิดปกติ ระบบไฟฟ้าจะต้องรับภาระมากกว่าปกติ ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว คุณจึงจำเป็นต้องรู้วิธีการใส่ให้ถูกต้อง หมั่นตรวจสอบสภาพของหัวเทียนอยู่เสมอ และเปลี่ยนยกชุดทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ได้มากทีเดียว

           อุปกรณ์

          1. ประแจหัวเทียน (จะมีช่วงลึกมากกว่าประแจแบบอื่น ขนาดขึ้นอยู่กับเบอร์ของหัวเทียน ในรถแต่ละชนิดนั้นไม่เท่ากัน)

          2. ประแจ

          3. ไขควง

          4. ผ้าสำหรับวางอุปกรณ์

          5. คีมปากจิ้งจก สำหรับคีบหัวเทียน

           วิธีการเปลี่ยนหัวเทียน

เปิดฝากระโปรงหน้า และคลายฝาครอบเครื่องยนต์ มองหาคอยล์ แล้วจัดการดึงสายไฟที่ต่ออยู่ออก

คลายน็อตยึดคอยล์ด้วยประแจ จากนั้นก็ดึงตัวคอยล์ออกมา

(ภาพคนละชุด แต่วืธีการขันหัวเทียนชัดเจน)

          สอดประแจหัวเทียน คลายหัวเทียนออกมา ถ้าหากหัวเทียนไม่ติดออกมากับประแจ ใช้คีมปากจิ้งจกดึงหัวเทียนออกมา

นำหัวเทียนอันใหม่ติดกับประแจหัวเทียน ไขลงไปโดยใช้มือจนแน่น จากนั้นใช้ก้านหมุนไขทีละนิดจนรู้สึกได้ว่าหมุนไม่ไปแล้วจึงพอ อย่าบิดเกินจากนี้ เพราะอาจทำให้หัวเทียนลงลึกเกินไปและเสี่ยงต่อการเสียหายของระบบเครื่องยนต์

ใส่คอยล์ลงไป ปิดฝา ยึดด้วยน็อต ต่อสายไฟ ทำให้ครบทุกคอยล์ตามจำนวนลูกสูบของเครื่องยนต์ เป็นอันเสร็จสิ้น

          ถึงแม้หัวเทียนจะมีอายุการใช้งานยาวนานและไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ แต่ถ้าวิธีการเปลี่ยนหัวเทียนก็เป็นหนึ่งในการดูแลรถยนต์ที่คุณจำเป็นต้องรู้ และไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด แถมยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายร้อยบาทเลยทีเดียวครับ

ขอขอบคุณ แหล่งที่มา http://car.kapook.com

484
เรื่องแปลกของรถเสีย (ยานยนต์)

          การที่รถเกิดรวนหรือเสียขึ้นมานั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ พวกชิ้นส่วนอุปกรณ์เมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็ย่อมมีการเสื่อมสภาพชำรุดเสียหายตามอายุการใช้งานเป็นธรรมดา ซึ่งเมื่อรถเสียก็ต้องมีการแก้ไข ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นที่เสีย แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าอะไรเสีย บางครั้งเปลี่ยนอะไหล่ไปตั้งหลายอย่างแล้วอาการยังไม่หายซักที ขาดแต่เปลี่ยนช่างเปลี่ยนอู่เท่านั้นเอง และมีบางรายการที่สาเหตุการเสียนั้นเกิดจากตัวที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นต้นเหตุ ชนิดหากไม่ได้เจอเข้ากับตัวเองก็เชื่อไม่ลงเหมือนกัน

          คืนก่อนในวงสังสรรค์หลังเลิกงานก่อนกลับบ้าน พวกเราก็นั่งจับกลุ่มสังสรรค์หลังเลิกงานตามปกติ ซึ่งก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเหล่าพนักงานเป็นอย่างดี เพราะช่วงนั้นลูกค้าหายหน้าหายตาไปเยอะ พวกวิวนอกไม่ต้องพูดถึง เจอเหตุการณ์บ้านเมืองเราก็กระเจิงหายหน้าหายตาไปหมด กระทั่งวิวพื้นเมืองยังหาดูยาก คงหลงเหลือแต่พวกเราที่ยังไปใช้บริการกันเป็นปกติ

          เรื่องที่พูดคุยกันในตอนแรกที่หนีไม่พ้นเรื่องของหญิง อันเป็นเรื่องปกติของกลุ่มผู้ชาย พอเริ่มหมดเรื่องคุยก็หันมาคุยเรื่องรถรุ่นใหม่ ซึ่งช่วงปลายปีมีรถใหม่ ๆ ออกมาหลายรุ่น ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปตามเรื่อง ซึ่งในระหว่างพูดคุยกันอย่างออกรสชาตินั้น ได้สังเกตเห็นพรรคพวกร่วมวงคนหนึ่งท่าทางซึม ๆ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ก็เลยแซวไปว่าสงสัยกำลังคิดถึงทางบ้าน กลัวถูกทำโทษฐานกลับบ้านดึกหรือไง เพื่อนคนนั้นก็ส่ายหน้าแล้วบอกว่ากำลังคิดถึงเรื่องรถตนเอง เพราะรู้สึกว่าจะมีปัญหาเยอะ กำลังคิดอยู่ว่าจะซ่อมเพื่อเก็บเอาไว้ใช้ หรือจะขายทิ้งแล้วออกรถรุ่นใหม่ดี

          รถของเพื่อนคันนี้เท่าที่สอบถามดูมีปัญหาหลายอย่างประการแรกสตาร์ทเครื่องติดลำบากโดยเฉพาะตอนเช้า ๆ หรือตอนที่จอดรถทิ้งเอาไว้นาน ๆ สตาร์ทแต่ละทีเหมือนจะขาดใจ นอกจากนี้แผงมาตรวัดตอนสตาร์ทก็จะมีเสียงดังก็อกแก็กเหมือนไฟช็อต พร้อมกับมีไฟเตือนขึ้นวูบวาบจนกว่าเครื่องยนต์จะติด พวกเสียงที่ดังถึงจะเงียบลงและไฟเตือนต่าง ๆ ก็จะดับเป็นปกติ เสียงเครื่องยนต์ก็รู้สึกว่าดังกว่าที่เคย ตอนอยู่ในรถอาจจะไม่รู้สึกเท่าไหร่นัก แต่ตอนที่เพื่อนจอดรถไว้หน้าบ้านแล้วลงจากรถมาเปิดประตูรั้วจะพบว่าเสียงเครื่องยนต์รอบเดินเบากระหึ่มดังมาก อีกทั้งการทำงานของแอร์ก็มีปัญหาบางจังหวะก็เย็นเป็นปกติ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเย็นเท่าที่ควร



เจ้าเพื่อนได้นำรถเข้าอู่ไปเจอช่างแล้วเล่าอาการให้ช่างฟัง ช่างบอกว่าสำหรับอาการสตาร์ทติดยาก สาเหตุมีเยอะ อาจเป็นที่มอเตอร์สตาร์ทไม่ดีแล้ว หรือเป็นที่ระบบจ่ายน้ำมันบกพร่อง เช่น ไส้กรองเบ็นซินอุดตัน ปั๊มแรงดันสูงเสื่อม ผ้าปั๊มของเร็กกูเลเตอร์ยืดแล้วก็เป็นได้ ส่วนเสียงดังที่แผงมาตรวัด คิดว่าคงจะเป็นที่เกิดช็อตหรือชำรุดเสื่อสภาพ คงจะต้องเปลี่ยนชุดแผงมาตรวัด หากเป็นของใหม่ราคาประมาณสองหมื่นกว่า หรือเปลี่ยนใช้ของเก่าราคาอยู่แถวแปดพันบาท ส่วนเสียงดังของเครื่องยนต์ น่าจะเป็นเสียงของวาล์วมากกว่า แต่ถ้าไม่ใช่ก็ต้องว่ากันยาว เพราะอาจเป็นพวกชาฟท์สึกหรอ ซึ่งต้องรื้อเครื่องออกมาตรวจเช็กกันอีกที สำหรับอาการแอร์ เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวไม่เย็น น่าจะเกิดขึ้นจากตัวเทอร์โมสตัท ถ้าเปลี่ยนใหม่ก็หมื่นนิดหน่อย หรืออาจจะเป็นที่คอมเพรสเชอร์แอร์เสีย ซึ่งประการหลังค่าเปลี่ยนคอมเพรสเชอร์ลูกใหม่จะอยู่ที่สองหมื่นกว่า

          พอดีกับรถที่อู่มีรถรอคิวซ่อมอยู่เยอะ ช่างจึงบอกให้อีกสองวันค่อยเอารถเข้ามาทำ ถ้าเอารถเข้าซ่อมวันนั้นก็เท่ากับจอดเอาไว้เฉย ๆ เพราะไม่มีเวลาที่จะซ่อมให้ เพื่อนเลยต้องเอารถกลับมาก่อน แล้วมานั่งซึมอยู่นี่แหละ เพราะค่าซ่อมรถเท่าที่เพื่อนประเมินคร่าว ๆ ก็หลายหมื่นเลยทีเดียว ทำให้เพื่อนตัดสินใจว่าจะซ่อมรถเก่า หรือขายทิ้งแล้วซื้อรถใหม่มาใช้ดีกว่า

          ฟังเพื่อนเล่าก็รู้สึกเห็นใจ เพราะ "ไอ้ตัวดูด" ก็เคยทำเรื่องทำนองนี้มาแล้ว อาศัยพอซ่อมเองก็เลยประหยัดตังค์ได้มากหน่อย จึงนัดแนะเพื่อนว่าวันหยุดสุดสัปดาห์นี้จะช่วยดูรถให้ คิดว่าค่าใช้จ่ายน่าจะเบากว่าเอารถเข้าอู่ซ่อมเยอะ โดยซื้ออะไหล่เองและทำเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น


          เมื่อถึงวันเวลาที่นัดแนะกับเพื่อนเอาไว้ พวกก็ขับรถเข้ามาจอดในบ้าน และงานนี้เพื่อนไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มีผองเพื่อนติดรถมาอีก 3-4 คน เพราะเท่าที่คิดกันเอาไว้วันนี้คงต้องใช้เวลากันทั้งวันสำหรับซ่อมรถ เนื่องจากมีหลายอาการ ก็เลยนัดแนะเอาของมาทำกินกันระหว่างที่ซ่อมรถเป็นการให้กำลังใจ ซึ่งเรื่องข้าวปลา อาหาร เจ้าเพื่อนพวกนี้จัดการเสร็จสรรพ โดยปล่อยให้ซ่อมรถไปตามสบาย

          ตามที่ตั้งใจเอาไว้ว่าสิ่งแรกที่ลงมือจัดการ ก็ว่าจะสะสางปัญหาเรื่องสตาร์ทยากก่อน เพราะดูแล้วสาเหตุมีเยอะอาจต้องใช้เวลาในการไล่หาตัวการนานหน่อย เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะจัดการเรื่องเสียงดังของแผงมาตรวัด ถ้ามีเวลาเหลือพอ ก็จะดูเรื่องเสียเครื่องยนต์ดัง ส่วนเรื่องแอร์อาจจะต้องเก็บเอาไว้ก่อน



จากการตรวจเช็คในตอนแรกพบว่าอาการสตาร์ทเครื่องติดยากนั้น เป็นเพราะมอเตอร์สตาร์ทหมุนช้ากว่าปกติ คล้ายกับว่าไฟแบตเตอรี่ไม่ค่อยพอ หรือมอเตอร์สตาร์ทสกปรก บู๊ชสึก ทำให้หมุนไม่ค่อยสะดวก ก็เลยลองง่าย ๆ โดยการเปิดไฟหน้าแล้วบีบแตร พบว่าเสียงแตรยังดังอยู่แต่ไม่กังวานเท่าที่ควร และเมื่อลองสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเปิดไฟหน้า ก็พบว่ามอเตอร์สตาร์ทหมุนช้าลงชนิดที่สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนแบบนี้แสดงว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ไฟแบตเตอรี่ไม่ค่อยพอมากกว่า เพื่อความแน่ใจก็เลยขับ "ไอ้ตัวดูด" มาจอดใกล้ ๆ แล้วพ่วงแบตเตอรี่ลองสตาร์ทดู หากพ่วงแล้วพบว่ามอเตอร์สตาร์ทหมุนเร็ว เครื่องยนต์สตาร์ทติดง่าย ก็น่าจะเป็นที่แบตเตอรี่เสื่อมสภาพไฟไม่ค่อยพอ แต่ถ้าพ่วงแล้วมอเตอร์สตาร์ทยังหมุนช้า หรือเร็วขึ้นกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย แสดงว่าปัญหาอยู่ที่ตัวมอเตอร์สตาร์ท

          ซึ่งผลจากการพ่วงแบตเตอรี่พบว่ามอเตอร์สตาร์ทหมุนเร็ว เครื่องยนต์ติดง่าย แบบนี้แสดงว่าปัญหาเกิดจากแบตเตอรี่แน่นอน

          นอกจากนี้ในตอนแรกที่ทดลองสตาร์ทเครื่อง พบว่าตอนบิดกุญแจจะมีเสียงดังแต็ก แต็ก มาจากแผงมาตรวัด เหมือนพวงดีเลย์หรือคัดเอ้าท์ทำงาน แต่เสียงรัวมากไปหน่อย และมีไฟเตือนขึ้นวูบวาบ พร้อมกับเข็มวัดรอบขยับขึ้นขยับลง โดยที่เครื่องยนต์ยังไม่หมุนเลย แค่บิดกุญแจเฉย ๆ เท่านั้นเอง


          งานนี้เข้าใจว่าเพื่อนคงลืมเติมน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ ทำให้ไดชาร์จ ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ได้น้อย ไฟเลยไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก พลังไฟไม่ค่อยจะเพียงพอต่อการใช้งาน ก็เลยเปิดฝาช่องเติมแบตเตอรี่เพื่อจะเติมน้ำกลั่นให้เต็มแล้วติดเครื่องเพื่อชาร์จไฟซักพักก็คงจะเรียบร้อย สามารถจัดการกับปัญหาเครื่องสตาร์ทยากได้ แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะเมื่อเปิดจุกปิดช่องเติมน้ำกลั่นที่แบตเตอรี่ออก ก็พบว่ามีน้ำกลั่นเต็มทุกช่อง แบบนี้แสดงว่าน่าจะเป็นที่แบตเตอรี่เสื่อมและหมดอายุการใช้งานแล้วทำให้เก็บไฟไม่อยู่ พอจอดทิ้งไว้นาน ๆ หรือจอดค้างคืนไฟก็ลดลง ทำให้มอเตอร์สตาร์ทหมุนช้าเลยสตาร์ทติดยาก



จึงบอกกับเพื่อนที่เป็นเจ้าของรถว่า แบตเตอรี่แย่แล้วทำให้สตาร์ทหยาก และต้องเปลี่ยนใหม่เพราะการซ่อมต้องมีการสตาร์ทเครื่องแล้วใช้ไฟเยอะ หากรถสตาร์ทยากต้องคอยพ่วงไฟจะทำให้ยุ่งยาก ไหน ๆ ก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดีก็เปลี่ยนไปเลยดีกว่า ตอนนี้จะเอารถไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ร้านเดี๋ยวกลับมา ให้เพื่อนอยู่กับพรรคพวกไปก่อน

          เมื่อถึงร้านขายแบตเตอรี่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ทางร้านก็ถามว่าจะเอาแบตเตอรี่แบบน้ำหรือแบบแห้ง ถามยังกับสั่งก๋วยเตี๋ยวแน่ะ ซึ่งอันที่จริงมันก็เป็นแบตเตอรี่น้ำทั้งคู่นั่นแหละ เพียงแต่แบตเตอรี่น้ำมันก็คือแบตเตอรี่ธรรมดาที่นิยมใช้กันมานาน เพียงแต่ต้องเติมน้ำกลั่นกันบ่อยหน่อย ส่วนแบตเตอรี่แห้งก็คือแบตเตอรี่น้ำนี่แหละ เพียงแต่ฝาปิดช่องเติมน้ำกรดไม่ได้เจาะรูเอาไว้ เมื่อแบตเตอรี่มีการชาร์จไฟเกิดความร้อน น้ำกลั่นก็ระเหยเป็นไอแต่ออกไม่ได้ ต้องค้างอยู่ในช่องเติมน้ำกลั่นของแบตเตอรี่นั่นเอง พอดับเครื่องยนต์ไม่มีการชาร์จไฟไอน้ำเย็นตัวลง ก็จะกลั่นตัวกลายเป็นน้ำกลับมารวมกับน้ำกลั่นเหมือนเดิม วนเวียนอยู่อย่างนี้ จึงแทบไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่ม

          อันที่จริงแบตเตอรี่ที่น้ำกลั่นวนเวียนแบบนี้ หรือที่จริงควรจะเรียกว่าแบตเตอรี่ระบบปิด เคยมีขายในบ้านเราเมื่อนานมาแล้ว แต่มีปัญหาใช้ไม่ทน ส่วนใหญ่ใช้ได้ไม่ถึงปีก็กลับบ้านแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะบ้านเราอากาศร้อน รถติด ใช้แอร์เยอะ กลางคืนก็ใช้ไฟหน้านาน ไดชาร์จต้องชาร์จไฟกันเยอะ และแบตเตอรี่สมัยนั้นรับประกัน 1 ปี ไม่เหมือนแบตเตอรี่ปัจจุบันที่รับประกันแค่ 6 เดือน ก็เลยเกิดมีการเคลมกันบ่อย จนทำให้บริษัทขายแบตเตอรี่ซักจะขาดทุน ก็เลยเลิกเอาแบตเตอรี่แบบนี้เข้ามาขาย

          ต่อมาพวกรถมีระบบอิเล็คทรอนิกส์เยอะ อุปกรณ์ก็แยะ หรือหันมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แถมยังมีการบาลานซ์น้ำหนักด้านหน้ากับด้านหลัง หากเอาแบตเตอรี่ไว้ในท้องเครื่อง ก็กลัวมีปัญหาเรื่องไอแบตเตอรี่ ทำให้อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์เสียหาย อีกทั้งห้องเครื่องก็แน่นไปหมด หาที่อยู่ของแบตเตอรี่ลำบาก นอกจากนี้น้ำหนักของแบตเตอรี่ที่อยู่หน้ารถ ก็ทำให้รถหนักหน้าจนเกินไป ก็เลยมีการย้ายแบตเตอรี่ไปไว้ในรถ อย่างเช่นได้พื้นวางเท้าคนขับ บางคันก็อยู่ฟากผู้โดยสาร และที่เก็บไว้ใต้เบาะหลังแบบรถโฟล์คเต่ารุ่นเก่า ๆ ก็มี หรือไว้ที่ผนังด้านข้างในห้องเก็บของท้ายรถ เพื่อเฉลี่ยน้ำหนักทำให้รถมีการทรงตัวดีขึ้น คราวนี้เมื่อแบตเตอรี่ไปอยู่ในรถ หรือห้องเก็บของท้ายรถ เค้าก็กลัวว่าจะมีปัญหาในเรื่องของการบำรุงรักษา เพราะเข้าถึงยากไม่ง่ายแบบเก็บแบตเตอรี่ไว้ในห้องเครื่อง อีกทั้งยังอาจมีปัญหาเรื่องไอน้ำกลั่นจากแบตเตอรี่ ไปสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้เคียง หรือเกิดเป็นภัยต่อสุขภาพของผู้ที่อยู่ในห้องโดยสาร ก็เลยมีการใช้แบตเตอรี่ระบบปิดนี้แทน หรือที่เค้านิยมเรียกว่าแบบ Maintenance Free คราวนี้จะเก็บไว้ในจุดลี้ลับก็ไม่เป็นปัญหา เพราะรถบางยี่ห้อเก็บเอาไว้ซะลึกลับ จนกระทั่งเจ้าของรถยังไม่รู้เลยว่ารถตัวเองนั้นมีแบตเตอรี่ใช้งานสองลูก มารู้ก็ตอนเอแบตเตอรี่เสียแล้วทำให้สตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ได้



งานนี้ได้ตัดสินใจเลือกแบตเตอรี่แห้งให้เพื่อน ไม่ใช่ว่ามันดี หรือน่าสนใจกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำ ถ้าพูดถึงความทนทานในการใช้งานยังไงแบตเตอรี่เติมน้ำกลั่นธรรมดาที่ใช้กันมานาน ก็ย่อมทนทานมีอายุการใช้งานนานกว่า แถมยังมีราคาถูกกว่าอีกหลายร้อยบาท เพียงแต่ต้องคอยดูแลเติมน้ำกลั่นกันบ่อยหน่อยเท่านั้นเอง สำหรับเหตุที่เลือกให้ช่างเปลี่ยนเอาแบตเตอรี่แบบแห้งหรือแบบระบบปิดนั้น เป็นเพราะการเปลี่ยนจะสะดวกและเร็วกว่าเท่านั้นเอง เนื่องจากพวกแบตเตอรี่น้ำแบบดั้งเดิมนั้น ถ้าจะให้ดีจริง ๆ มีอายุการใช้งานยืนยาว ต้องเติมน้ำกรดทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมงก่อน เพื่อให้แผ่นธาตุ (ตะกั่ว) ชุ่มน้ำยา และให้เกิดไฟฟ้าขึ้นตามปฏิกิริยาของตะกั่วกับกรด ต่อจากนั้นก็ชาร์จช้า ๆ ประมาณ 2-4 แอมป์เท่านั้น เพื่อไม่ให้แผ่นธาตุงอเพราะความร้อนจากการใช้แอมป์สูงในการชาร์จไฟ ส่วนพวกแบตเตอรี่แห้งหรือระบบปิดนี้ เพียงแค่เติมน้ำกรดลงไปก็เริ่มมีไฟเกิดขึ้นแล้ว รอเพียงครู่ใหญ่ ๆ ก็สามารถใช้งานได้

          ส่วนตอนเปลี่ยนแบตเตอรี่ก็มีวิธีการเล็กน้อย โดยการสตาร์ทเครื่องยนต์เอาไว้ จัดการถอดแบตเตอรี่ออกเปลี่ยน ทั้ง ๆ ที่เครื่องยนต์ยังทำงานอยู่อย่างนั้นแหละ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ระบบไฟขาดตอน ไม่งั้นพวกข้อมูลต่าง ๆ จะลบหมด ทั้งนาฬิกา สถานวิทยุที่เมโมรี่เอาไว้ โดยเฉพาะพวกวิทยุที่มีรหัสกันขโมยก็จะไม่ทำงาน ต้องป้อนรหัสกันใหม่ ใครลืมหรือมมีรหัสก็วุ่นวาย ดังนั้นใช้วิธีเลี้ยงไฟหรือติดเครื่องเปลี่ยนแบตเตอรี่ดีกว่า อาจจะมากเรื่องเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่ไม่ต้องมาวุ่นวายกันภายหลัง

          หลังจากเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่โดยจ่ายตังค์ไปสองพันกว่าบาท สิ่งที่พบนอกจากสตาร์ทเครื่องยนต์ง่ายขึ้นแล้ว ยังพบอีกว่าอาการไฟเตือนบนแผงมาตรวัดติด ๆ ดับ ๆ พร้อมกับเสียงแต๊ก ๆ นั้นหายไปแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะเคยเจอรถที่สตาร์ทไม่ได้แล้ว ไฟเตือนบนแผงหน้าปัดขึ้นวิบวับแบบนี้แหละ พอเปลี่ยนแบตเตอรี่ ลูกใหม่ก็หาย คล้ายว่าเป็นการบ่งบอกให้ทราบว่าระบบกำลังไฟมีปัญหาทำให้ไฟมาจ่ายยังอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งระบบอิเล็คทรอนิกส์ ไม่เพียงพอต่อการทำงาน

          พอเปลี่ยนแบตเตอรี่เสร็จเรียบร้อย ก็รีบควบรถเพื่อนกลับบ้านทันที ขืนช้าเดี๋ยว "วุ้น" และพวกกับแกล้ม จะถูกเหล่าบรรดาพรรคพวกฟาดเรียบซะก่อน

เมื่อขับรถกลับมาถึงบ้าน ก็บอกกับเพื่อนว่าซ่อมรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ค่าซ่อมทั้งหมดสองพันกว่าบาทเจ้าเพื่อก็เลยยืนงง บอกว่ารถของเค้าไม่ได้เสียเรื่องสตาร์ทอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีปัญหาเรื่องแผงไฟมาตรวัด เสียงเครื่องดังกว่าปกติ กับมีปัญหาเรื่องแอร์เย็นมั่งไม่เย็นมั่งอีกด้วย ก็บอกเพื่อนไปว่านั่นแหละทั้งหมดซ่อมเรียบร้อยแล้ว หากไม่เชื่อก็ลองตรวจเช็คดูก็ได้ พูดจบ ก็เดินไปหา "วุ้น" จิบ ปล่อยให้เพื่อนเดินไปที่รถ

          ขณะที่กำลังละเอียด "วุ้น" อยู่นั้น เจ้าเพื่อนก็เดินหน้าตาตื่นเข้ามาหา แล้วบอกว่าอาการต่าง ๆ ของรถเป็นปกติดีแล้วจริง ๆ ด้วย คิดว่างานนี้ คงหมดค่าซ่อมหลายหมื่น ที่ไหนได้แค่สองพันกว่าบาทเอง อยากรู้ว่าแอบเอารถไปซ่อมที่ไหนมา



จึงอธิบายให้เพื่อนฟังว่าอาการทั้งหมดที่เป็นอยู่นี้ เกิดจากสาเหตุของแบตเตอรี่เสื่อมเพียงประการเดียวเท่านั้นเอง อย่างรถบางรุ่นหากมีปัญหาเรื่องไฟ แผงหน้าปัดก็จะมีปัญหาไฟวิบวับแบบนี้ ส่วนเสียงเครื่องดังกว่าปกติเป็นเพราะเครื่องยนต์ทำงานมากขึ้น แต่รอบเครื่องจะใกล้เคียงของเดิมทำให้เราไม่รู้ ซึ่งเป็นเพราะแบตเตอรี่เสื่อมเก็บไฟไม่อยู่ ทำให้ไดชาร์จต้องคอยชาร์จไฟตลอดเวลา อันที่จริงรอบเครื่องในช่วงเดินเบาก็เพิ่มขึ้น แต่โดยโหลดของไดชาร์จดึงเอาไว้ ทำให้เราเห็นว่ารอบเครื่องไม่สูงเท่าไหร่ เมื่อเครื่องยนต์มีโหลดทำงานหนัก ก็ย่อมมีเสียงดังเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ส่วนแอร์ก็เช่นกันเมื่อพลังไฟไม่ค่อยพอโดยเฉพาะตอนกลางคืนที่ใช้ไฟหน้าด้วย ทำให้คลัทช์แม่เหล็กของคลัทช์แอร์ไม่จับตัว แอร์ก็เลยไม่ค่อยจะเย็น หรือเย็นมั่งไม่เย็นมั่ง ตามแต่พลังของไฟที่มี

          วันนั้นก็กลายเป็นปาร์ตี้ใหญ่ไป เพราะเพื่อนไม่ต้องควักกระเป๋าซ่อมรถเป็นหมื่น ๆ อย่างที่คิดเอาไว้ในตอนแรก ก็เลยซื้ออาหารมาเลี้ยงฉลองกัน ส่วนหลังจากเลิกฉลองแล้ว ถูกเจ้าเพื่อนพาไปเที่ยวไหนต่อไม่บอก รู้แต่ว่าหายเมื่อยไปเยอะเลย...??!!


ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://car.kapook.com
และ หนังสือยานยนต์
ปีที่ 46 เล่มที่ 572 มกราคม 2557

485


ห้องโดยสารสกปรก ส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพนะ (ยานยนต์)

      ห้องโดยสารรถยนต์เมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะหนึ่ง ย่อมต้องมีสิ่งสกปรกเกิดขึ้น ทั้งบริเวณเบาะนั่ง คอนโซล แพงประตู ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และเป็นหน้าที่โดยปกติเช่นกันที่เจ้าของรถจะต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

          แต่ถึงกระนั้นผู้ที่ใช้รถทุกวันจะให้มานั่งเช็ดถูทำความสะอาดอยู่บ่อย ๆ ก็คงไม่มีเวลา (บางท่านนาน ๆ กว่าจะล้างรถสักที) หรือแม้แต่พฤติกรรมของคนที่ไม่ใส่ใจรักษาความสะอาดปล่อยให้ฝุ่นจับหนาหรือมีกลิ่นอับ ท่านเหล่านั้น จะทราบหรือไม่ว่า...สิ่งสกปรกที่สัมผัสหรือที่เห็นอยู่รอบตัวในห้องโดยสารสามารถส่งผลเสียต่อสุภาพของผู้โดยสารมากกว่าที่คิด

          สิ่งสกปรกที่จะอยู่ในห้องโดยสารหลัก ๆ แล้วก็คือ "ฝุ่น" เกิดขึ้นได้ง่ายจากการเล็ดลอดมาทางระบบปรับอากาศ หรือแค่เพียงเปิดประตู หน้าต่าง ด้วยขนาดที่เล็กมาก ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ฝุ่นจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในห้องโดยสาร และเจ้าฝุ่นที่ว่านี้ ไม่ได้มาแค่เพียงหนึ่งเดียว ยังพาเพื่อนตัวน้อย ๆ ติดสอยห้อยตามมาด้วย ท่านทั้งหลายพอจะเดาออกมั้ยครับว่าฝุ่นมากับใคร? ถ้ายังคิดไม่ออก บอกให้เลยก็ได้ว่า มากับ "ไรฝุ่น" ไงครับ...!!!


 
ตัวไรฝุ่น

          "ไรฝุ่น" มันคืออะไร? ใช่แล้ว มันคือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ดูจากชื่อแล้วไม่น่าจะมีพิษสงอะไร แต่ที่ไหนได้ สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ มันคือของแสลงที่สุด ไรฝุ่นเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เป็นสัตว์จำพวกแมลงแต่มีลักษณะคล้ายกับแมงมุมเห็บ หมัด มีขา 8 ขา ขนาดของไรฝุ่นจะวัดได้ 1 ส่วน 100 ของความยาวที่เป็นนิ้ว ซึ่งเทียบแล้วคือเล็กกว่าหัวปากกาลูกลื่นที่จุดลงบนกระดาษเสียอีก อาหารของไรฝุ่น คือ เซลล์ผิวหนังของคนและสัตว์เลี้ยงที่หลุดลอกออกมา

          ผิวหนังของคนนั้นโดยทั่วไปจะหลุดลอกวันละประมาณ 1.5 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่มากพอที่จะเลี้ยงตัวไรฝุ่นให้เจริญเติบได้เป็นอย่างดี นอกจากอาหารที่ได้จากคน ไรฝุ่นยังอาศัยพวกใยผ้าและขนสัตว์กินเป็นอาหารได้ด้วย ไรฝุ่นมีตา หายใจทางผิวหนัง ไรฝุ่นชอบอยู่ในที่อุ่น ขึ้น และเต็มไปด้วยฝุ่นละออง เช่น หมอนที่นอน พรม และเฟอร์นิเจอร์ผ้า เป็นสถานที่เหมาะที่สุดสำหรับครอบครัวไรฝุ่น

          ภายในห้องโดยสาร วัสดุที่ทำจากผ้าไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งกำมะหยี่ ผ้าบุแผงประตู เพดานห้องโดยสาร ฯลฯ จุดด่าง ๆ เหล่านี้ หากเราปล่อยให้มีสิ่งสกปรกสะสมมาก ๆ เช่น เส้นผม ขนสัตว์ เศษใบไม้ รถของเราก็จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อให้กับ "โรคภูมิแพ้" ไปโดยปริยาย

          โดยปกติแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์มีหน้าที่ที่จะจดจำสิ่งแปลกปลอมที่จะทำร้ายร่างกายของเรา เช่นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ฯลฯ โดยการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นต่อสู้กับเชื้อโรค สำหรับโรคภูมิแพ้นั้น เป็นภาวะที่ภูมิของร่างกายมีปฏิกิริยากับโปรตีนหรือสารก่อภูมิแพ้ Allergen จากสิ่งแวดล้อม

          ซึ่งปกติจะไม่มีอันตรายสำหรับผู้ที่ไม่แพ้ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นโรคที่เกิดจาก "ปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้" ปฏิกิริยานี้เริ่มเมื่อเราได้รับสารก่อภูมิแพ้ก็จะเกิดการสร้างภูมิที่เรียกว่า IgE Antibody ตัว Antibody นี้จะกระตุ้น Mast Cell ให้มีการหลั่งสาร Histamin ขึ้นที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง ปอด จมูก ลำไส้ ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะ เช่น ลมพิษที่ผิวหนัง คัดจมูกแน่นหน้าอกเนื่องจากหอบหืดบางรายอาจจะรุนแรงถึงกับเสียชีวิตได้ ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นตัวแสบอันดับต้น ๆ มีที่มาจาก "ไรฝุ่น" นั่นเอง

          สำหรับคำถามที่ว่า "ไรฝุ่นทำให้เกิดภูมิแพ้ได้อย่างไร ?" คำตอบคือ คนที่แพ้ไรฝุ่น หมายถึงคนที่มีปฏิกิริยาต่อโปรตีนในตัวและในมูลของไรฝุ่นที่ตายแล้ว โปรตีนดังกล่าวจะมีผลเสียต่อทางเดินหายใจทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบ และโรคหอบหืด อีกทั้งยังทำให้คนที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคผิวหนังอักเสบมีอาการของโรคมากขึ้น

          ซึ่งตัวไรฝุ่นที่ตายแล้วจะมีโปรตีนจำนวนมาก เมื่อเราสูดลมหายใจ หรือผิวหนังของเราสัมผัสกับตัวไรฝุ่นที่ตาย ร่างกายองเราก็จะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา ภูมิต้านทานนี้จะปล่อยสารเคมี ซึ่งทำให้เกิดการบวมและการระคายเคืองของทางเดินหายใจตอนต้น นั่นก็คืออาการของโรคทางเดินหายใจอักเสบ และโรคหอบหืด ที่สำคัญคือ โรคภูมิแพ้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อีกด้วย



          วิธีที่จะป้องกันไรฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง นอกเหนือจากการทำความสะอาดผิวสัมผัสต่าง ๆ ในห้องโดยสารแล้ว ยังต้องทำความสะอาดดูแลรักษาระบบปรับอากาศในรถยนต์ด้วย โดยเฉพาะตู้แอร์ ที่ใครหลายคนบอกว่า "มันคือแหล่งซ่องสุมเชื้อโรค" ไรฝุ่น เชื้อรา แบคทีเรีย ยุ่บยั่บไปหมด

          บริการคาร์แคร์ต่าง ๆ หรือร้านแอร์จึงต้องมีบริการล้างตู้แอร์และฆ่าเชื้อโรคเหล่นี้ ปีละ 1 ครั้งก็ยังดี เพราะฝุ่นจากภายนอกจะเข้ามาในระบบปรับอากาศทุกครั้งที่เปิดแอร์ เมื่อฝุ่นละอองมาเกาะอยู่ตามแผงคอยล์เย็นในตู้แอร์ ทุกครั้งที่เปิดแอร์ ลมก็จะพัดเอาฝุ่นเล็ก ๆ เข้ามาในตัวรถ ยิ่งนั่งอยู่ในรถนาน ๆ ก็ยิ่งสุดฝุ่นสะสมเข้าไปในร่างกายมากขึ้น รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดกลิ่นอับ โรคภูมิแพ้หวัดเรื้อรัง

          เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบความชื้นเป็นพิเศษ วันไหนรถเจอน้ำเจอฝน ลืมปิดกระจก รถมีรอยรั่วซึมจนน้ำเล็ดลอดเข้ามาสร้างความชื้นสะสมได้ หรือการขับรถลุยน้ำ ก็จะต้องโดนความชื้น และตามมาด้วยเชื้อราถ้าไม่รับทำความสะอาด

          การกำจัดเชื้อราสำหรับพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวกไม่ยากอะไร ไล่ความชื้นตากแดดปล่อยให้ลมโกรกหลังทำความสะอาด เท่านี้ก็ไล่เจ้าตัวร้ายไปได้ แต่ถ้าเป็นในห้องโดยสารรถยนต์ที่มีซอกมุม ต้องถอดรื้อออกมาทำความสะอาดกันยกใหญ่

          ยิ่งในกรณีของรถที่ได้รับความชื้นนาน ๆ อาจมีเชื้อราขึ้นตามเบาะ เพดานหลังคา พรมปูพื้น ช่องเก็บของท้ายรถ วัสดุหุ้มพวงมาลัย คอนโซล และที่มองไม่เห็นคือในระบบปรับอากาศ วิธีกำจัดเชื้อราในรถยนต์ที่จะนำมาบอกกล่าวกินในวันนี้ คือ การใช้น้ำส้มสายชูกลั่นชนิดใสไม่มีสี (อย่าใช้น้ำส้มสายชูกลั่นชนิดใสไม่มีสี (อย่าใช้น้ำส้มสายชูปลอม) ซึ่งมีกรดอะซิดิกหรือกรดน้ำส้มประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ นำมาใส่ในกระบอกฉีดพ่นละอองน้ำที่สะอาดจอดรถในที่โล่งห่างไกลคน และมีการระบายอากาศที่ดีเปิดประตูออกทั้งหมด



          ขณะทำความสะอาดให้สวมหน้ากากกันฝุ่นชนิดที่กรองสปอร์ของเชื้อรา ฉีดพ่นสเปรย์น้ำส้มสายชูไปตามบริเวณที่มีราขึ้นภายในรถ ฉีดให้ทั่วแล้วทิ้งไว้ ต้องระวังอย่าสูดดม หรือให้ปลิวเข้าตา ความเป็นกรดของน้ำส้มสายชูจะฆ่าเชื้อรา และจะระเหยหมดไปเองโดยไม่มีสารตกค้าง เมื่อระเหยหมดแล้วอาจฉีดสเปรย์ซ้ำอีกรอบเพื่อให้มั่นใจว่าฆ่าเชื้อราได้อย่างสิ้นซาก!!! ถ้าเห็นว่ามีคราบเชื้อราที่ตายแล้วติดอยู่ตามพื้นผิวก็ใช้ผ้าชุบน้ำยาทำความสะอาดเช็ดออกและทิ้งผ้านั้นไป ถ้าเป็นเผ้ากำมะหยี่อาจต้องใช้แปรงพลาสติคขัดและใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก ควรสวมหน้ากากกันฝุ่นตลอดเวลา เพราะเศษซากของเชื้อราที่ตายแล้วถ้าหายใจเข้าไปก็อาจทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้

          หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว ช่วงแรกนี้ให้หมั่นตรวจสอบว่ามีความชื้น หรือเชื้อราเกิดขึ้นที่อื่นที่มองไม่เห็นหรือไม่ เพราะความชื้นจะค่อย ๆ ออกมา เชื้อราจะใช้เวลา 24-50 ชั่วโมงในการเจริญเติบโต ถ้าขึ้นอีกให้ทำซ้ำในวิธีการเดิม ในช่วงนี้อาจจะต้องนำรถไปจอดตากแดดเพื่อไล่ความชื้นอาจใช้ไดร์เป่าผมช่วยเป่าอีกแรง สำหรับการทำความสะอาดวัสดุที่ผิวแข็ง

          สุดท้ายสิ่งสกปรกในรถยนต์ ใช้ว่าจะมีเพียงแต่ตาเห็น! หรือมองไม่เห็นใช่จะหมายความว่าไม่มี ทางที่ดีป้องกันไว้ หมั่นทำความสะอาดภายในห้องโดยสาร อย่าให้ความสำคัญกับความสวยงามภายนอกเพียงอย่างเดียวเพราะมันอาจหมายความถึงโรคหรืออาการทรมานไม่มีที่สิ้นสุด

          ทั้งหมดที่ว่ามาหากขี้เกียจ ไม่มีอารมณ์ หรือไม่มีเวลา คงต้องพึ่งศูนย์บริการด้านคาร์แคร์แล้วล่ะครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://car.kapook.com
และหนังสือยานยนต์
ปีที่ 46 เล่มที่ 577 มิถุนายน 2557

486
HONDA / HONDA CIVIC
« เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2014, 04:36:40 PM »

















































487
HONDA / HONDA CITY
« เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2014, 03:45:38 PM »




















































488
KIA / KIA PICANTO
« เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2014, 03:38:11 PM »







489
HONDA / HONDA BRIO
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2014, 08:25:40 PM »
HONDA BRIO











490
HONDA / HONDA BRIO AMAZE
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2014, 08:22:13 PM »
HONDA BRIO AMAZE























491
HONDA / HONDA ACCORD
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2014, 08:17:58 PM »
HONDA ACCORD G9 / 2014
























HONDA ACCORD G8

































HONDA ACCORD G7










HONDA ACCORD DIAMOND EYES (ตาเพชร)






492
FORD / FORD F-100 [CLASSIC CAR]
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2014, 08:01:18 PM »






493
FORD / FORD RANGER ปี2000
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2014, 07:52:04 PM »




494
FORD / FORD RANGER All New
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2014, 07:50:34 PM »











































คันนี้สั่งตัดพิเศษขอคลุมปิดล้อถึงพื้นกันน้องหมาฉี่ใส่











495
FORD / FORD FIESTA 5DR
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2014, 07:41:21 PM »













หน้า: 1 ... 31 32 [33] 34 35 36
banner banner
banner banner